lnwshop logo

เทคโนโลยี วิวัฒนาการ กล้องมองกลางคืน (Night Vision Device)

เทคโนโลยี วิวัฒนาการ กล้องมองกลางคืน (Night Vision Device)
หมวดหมู่ กล้องมองกลางคืน กล้องส่องกลางคืนอินฟาเรด
ราคา 0.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
อัพเดทล่าสุด 18 ก.ย. 2560
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

เทคโนโลยี วิวัฒนาการ กล้องมองกลางคืน (Night Vision Device)

 

แสงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการมองเห็นของมนุษย์ในการทำกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิต  ด้วยขีดจำกัดที่เรามีดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดแสงได้แค่เพียงในยามกลางวัน ทำให้มนุษย์มีการคิดค้นแหล่งกำเนิดแสงขึ้นมาทดแทนในรูปของเทียนและหลอดไฟต่างๆ เพื่อการมองเห็นในยามกลางคืน  แต่กิจกรรมบางอย่างที่มีความจำเพาะเพื่อจุดประสงค์พิเศษนั้น ก็ไม่สามารถใช้แสงสว่างระหว่างปฏิบัติการได้ ผู้ร้ายในยามค่ำคืนจะไหวตัวและหลบหนีตำรวจที่ใช้ไฟในการค้นหา หากกองทัพใช้ไฟเพื่อการลาดตระเวนของทหาร  นั่นจะทำให้ข้าศึกรู้ตัวและเราจะตกเป็นเป้าหมายจากข้าศึกที่ซุ่มอยู่อย่างแน่นอน ข้อจำกัดที่เราจำเป็นต้องมองเห็นในที่มืดนี้ ทำให้เกิดเป็นเทคโนโลยีในการพัฒนากล้องส่องกลางคืนเพื่อเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นในยามค่ำคืนหรือที่แสงน้อยได้ เรียกว่า night vision device

เป็นเวลานานมานแล้ว ที่อุปกรณ์เหล่านั้นถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการทหารและตำรวจ จนถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีการมองเห็นเวลากลางคืนถูกพัฒนาให้เกิดเป็นอุปกรณ์ที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้คนที่กว้างขวางขึ้น นอกเหนือจากการทหารและตำรวจแล้วยังมีการนำไปใช้ส่องสัตว์ การจราจร ใช้กับกล้องวงจรปิด จนทำให้บุคคลทั่วไปสามารถครอบครองและใช้งานได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย เพราะเทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนยุคนี้มากมายอย่างไม่รู้ตัว

           

เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิภาพของกล้องส่องกลางคืนมาเรื่อยๆ ทั้งในด้านของการเพิ่มความเข้มภาพ การส่องสว่างด้วยตัวกล้องเอง หรือการจับภาพจากรังสีความร้อน

 

1. การเพิ่มความเข้มภาพ หรือ Image intensification เกิดมาจากพื้นฐานของความเป็นจริงที่ว่า แสง เป็นสิ่งสำคัญของการมองเห็น ดังนั้นในช่วงกลางคืนที่มีแสงน้อยหรือปลอดแสงเลยนั้น เราจะต้องขยายความเข้มแสงที่มีอยู่ ณ ขณะนั้นให้มีความเข้มพอที่จะทำให้่เราสามารถมองเห็นได้ จึงเกิดเป็นเทคโนโลยีการเพิ่มความเข้มแสงขึ้นมา

             วิธีการดั้งเดิมที่ใช้เลนส์นูนมารวมแสงให้เกิดเป็นความเข้มที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นหลักการที่ไม่สามารถใช้กับอุปกรณ์ช่วยมองเห็นในเวลากลางคืนได้ สิ่งที่ตอบคำถามว่า แล้วเราจะเพิ่มความเข้มแสงอย่างไร ก็คือเทคโนโลยีในการเปลี่ยนรูปของแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าหรืออิเล็กตรอน เพราะจะทำให้สามารถปรับเพิ่มขนาดของสัญญาณเหล่านั้นและนำไปสู่การเพิ่มความเข้มแสงได้ ขั้นตอนการทำงานของกล้องประเภทเพิ่มความเข้มแสงคือ กล้องจะเปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณอิเล็กตรอนก่อน แล้วเพิ่มจำนวนอิเล็กตรอนเป็นการขยายสัญญาณ จากนั้นก็แปลงสัญญาณนั้นกลับมาเป็นแสง ซึ่งก็คือภาพที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

            เราคงสงสัยว่า แล้วการเปลี่ยนแสงเป็นสัญญาณอิเล็กตรอนนั้นทำอย่างไร ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่นี้ก็คืออุปกรณ์แปลงสัญญาณหรือว่า โฟโตแคโทด (Photocathode) โดยแรกเริ่มนั้น สารประกอบที่ใช้เคลือบยังมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแสงเป็นอิเล็กตรอนค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อมีการพัฒนาในเวลาต่อมา ทำให้สามารถใช้กล้องได้ในสภาวะที่มีแสงน้อยได้ดีขึ้น เพราะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในการเปลี่ยนแสงสีขาว กับรังสีในช่วงความยาวคลื่นที่ใกล้กับรังสีอินฟาเรด โดยใช้สารประกอบแกลเลียมอาร์เซไนด์ (Gallium arsenide, GaAs) เป็นสารประกอบเคลือบโฟโตแคโทด


            นอกจากโฟโตแคโทดแล้วยังมี ไมโครแชนแนลเพลท หรือเรียกสั้นๆว่า เอ็มซีพี ที่ทำหน้าที่เพิ่มปริมาณอิเล็กตรอน เอ็มซีพีมีลักษณะเป็นแผ่นแบนบางที่มีรูกว้าง 10-12 ไมโครเมตรจำนวนมาก ซึ่งรูเหล่านี้จะช่วยทำให้อิเล็กตรอนเพิ่มขึ้นได้เพราะถ้าหากอิเล็กตรอนอิสระตัวหนึ่งไปตกที่ผนังรูด้านใน แผ่นเอ็มซีพีก็จะปล่อยอิเล็กตรอนอิสระออกมาหลายตัว แล้วอิเล็กตรอนที่ถูกปล่อยออกมาหลายตัวก็จะไปกระทบผนังอีกด้าน เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำๆ ก็จะมีการปล่อยอิเล็กตรอนอิสระออกมาจำนวนมากจากแผ่นเอ็มซีพี


            2. การส่องสว่างเอง หรือ Active illumination มีหลักการทำงานคือ ตัวกล้องจะมีอุปกรณ์ยิงแสงอินฟาเรดออกไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนกลับมายังกล้อง ก่อนที่จะแปลงแสงที่สะท้อนกลับมานั้นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าและเพิ่มความเข้มของสัญญาณ เกิดเป็นภาพให้เราได้เห็นทางหน้าจอ เทคโนโลยีการส่องสว่างด้วยแสงอินฟาเรดนี้ ทำให้การทำงานของกล้องส่องกลางคืนง่ายยิ่งขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยแสงจากแหล่งกำเนิดแสงภายนอก เป็นการทำงานแบบ active ด้วยตัวของกล้องเอง แม้ว่าเทคโนโลยีการใช้อินฟาเรดส่องสว่างจะเป็นเทคโนโลยีแรกที่พัฒนามาเพื่อการทหารในสมัยปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 จนปัจจุบันถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพในเวลากลางคืน การขับขี่ในเวลากลางคืน หรือใช้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ แต่ก็ไม่สามารถใช้ในทางการทหารได้อีกต่อไป เพราะจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามพบเราได้ง่าย จากแสงอินฟาเรดที่เรายิงออกไปในที่มืด


            3. การจับภาพรังสีความร้อน หรือ Thermal imaging เป็นกล้องชนิดที่สามารถใช้งานในสภาวะปกติที่มีแสงสว่างได้ เกิดมาจากพื้นฐานของหลักการที่ว่า วัตถุอุณภูมิสูงจะปล่อยรังสีอินฟาเรดออกมามากกว่าวัตุที่มีอุณหภูมิต่ำ เทคโนโลยีนี้จึงใช้รังสีที่วัตถุปล่อยออกมา เป็นตัวทำให้เกิดภาพจากการที่กล้องจับรังสีเหล่านั้น แล้วแปลผล จากอดีตที่เคยแปลผลเป็นภาพขาวดำ


       ปัจจุบันก็สามารถแปลออกมาเป็นภาพสีได้ โดยวัตถุที่มีอุณหภูมิต่างกันก็จะถูกแปลออกมาเป็นสีที่ต่างกัน เทคโนโลยีจับภาพนี้มี
2 แบบ แบบแรกคือ กล้องจับรังสีความร้อนหล่อเย็น (Cooled-detector infrared cameras) ที่มีอุปกรณ์จับภาพหรือว่า detector บรรจุอยู่ในระบบปิดและเย็นกว่า -163 องศาเซลเซียส เป็นการช่วยเพิ่มความไวในการจับรังสีความร้อนภายนอก และป้องกันไม่ให้กล้องจับรังสีความร้อนจากการทำงานของส่วนอื่นในตัวกล้องเอง มีข้อดีคือมีประสิทธิภาพดี ถ่ายภาพรังสีความร้อนได้ไว สามารถจับรังสีความร้อนจากคนและยานพาหนะได้จากระยะไกล แต่เป็นกล้องที่ราคาสูง มีขนาดใหญ่ และอาจต้องใช้เวลาในการรอให้อุณภูมิภายในลดถึงระดับที่ระบบจะทำงาน ส่วนเทคโนโลยีจับภาพด้วยรังสีความร้อนอีกแบบหนึี่งก็คือ กล้องจับรังสีความร้อนไม่หล่อเย็น (Uncooled-detector infrared cameras) สามารถทำงานในอุณภูมิปกติ รับรังสีความร้อนจากวัตถุที่แผ่ออกมาแล้วเปลี่ยนสมบัติทางไฟฟ้าในอุปกรณ์ เมื่อเทียบการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้ากับค่ามาตรฐานแล้ว ก็จะได้ภาพรังสีความร้อนออกมา กล้องแบบไม่หล่อเย็นนี้ให้ภาพที่คมชัด มีความเสถียรกว่าแบบหล่อเย็น และราคาถูก แต่ก็ด้อยกว่ากล้องแบบหล่อเย็นตรงที่ความว่องไวต่อรังสีความร้อนต่ำกว่า และไม่สามารถถ่ายภาพรังสีความร้อนด้วยความเร็วสูงได้    

 

            ความเป็นมาของกล้องส่องกลางคืนสามารถลำดับได้เป็นการพัฒนาตามยุคต่างๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ยุค 0 เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว ค.ศ. 1939 กล้องส่องกลางคืนถูกใช้เป็นอุปกรณืเสริมของพลแม่นปืนกองทัพอเมริกา  และในขณะเดียวกันกองทัพเยอรมันได้ริเริ่มในการใช้กล้องส่องกลางคืนร่วมกับรถถังเช่นกัน กล้องยุคนี้เป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลังมาก มีการทำงานแบบแอคทีฟ คือปล่อยรังสีอินฟาเรดออกไปแล้วตรวจจับรังสีที่สะท้อนกลับมา ข้อดีคือจะได้ภาพที่มีรายละเอียด แต่ก็เสียเปรียบตรงที่การยิงลำแสงออกไปนั้นจะทำให้ถูกตรวจจับจากฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย อีกทั้งกล้องประเภทนี้ก็มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากจากแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ฉายรังสีอินฟาเรด

 

ต่อมาสหรัฐอเมริกาก็ได้มีการปรับปรุงเทคโนโลยีเกิดเป็นกล้องยุค 1 ในช่วงสงครามเวียดนาม กล้องยุคนี้ทำงานด้วยระบบพาสซีฟ คือไม่ใช้การยิงรังสีอินฟาเรดแต่ใช้การรับแสงจากภายนอกเพียงอย่างเดียว ซึ่งแน่นอนว่าจุดเด่นคือทำให้ตรวจจับยากกว่ากล้องยุคแรก แต่ก็ยังคงมีขนาดใหญ่ การทำงานของกล้องชนิดนี้คือจะมีวัสดุที่ไวแสง เป็นโฟโตแคโทดขั้น 1 สำหรับรับแสงจากภายนอกและให้อิเล็กตรอนอิสระออกมา อิเล็กตรอนนั้นจะไปกระทบสารเรืองแสงให้จอภาพขั้นที่ 1 เรืองแสงขึ้น แล้วโฟโตแคโทดขั้นที่ 2 จะได้รับแสงจากจอภาพขึ้นที่ 1 เกิดเป็นอิเล็กตรอนอิสระหลุดออกมามากขึ้น ซึ่งจะทำให้ความเข้มแสงเพิ่มขึ้นได้ถึง 10,000 เท่าจากกระบวนการที่เกิดขึ้นซ้ำ 3 ขั้น อย่างไรก็ตาม การที่อาศัยแสงจากภายนอกก็ยังคงทำให้ภาพที่ออกมาจากกล้องยุคนี้มีรายละเอียดต่ำ และยังไม่สามารถมองเห็นในเวลากลางคืนที่ไร้แสงได้

 

กล้องยุค 2 ยังคงใช้การทำงานด้วยระบบพาสซีฟเช่นเดียวกับกล้องยุค 1 แต่ใช้แผ่นไมโครแชนแนลซึ่งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มจำนวนอิเล็กตรอนดีกว่าโฟโตแคโทด ทำให้เพิ่มความเข้มแสงได้มากกว่าถึง 20,000 เท่า จึงได้ภาพที่มีรายละเอียดดีกว่า กล้องยุคนี้จึงใช้งานได้ในที่ที่มีแสงน้อย และมีน้ำหนักเบา เพราะการใช้แผ่นไมโครแชนแนลทำให้ขนาดกล้องเล็กลง

 

หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาอุปกรณ์เพิ่มความเข้มแสง ให้สามารถเพิ่มความสว่างภาพได้ถึง 30,000-50,000 เท่าในกล้องยุคที่ 3 ด้วยการนำแกลเลียมอาร์เซไนด์ (Gallium arsenide) มาเป็นสารประกอบของตัวรับแสง คุณสมบัติที่ไวต่อแสงของสารนี้มำให้ได้ภาพจากกล้องที่ละเอียดขึ้น ปัจจุบันกองทัพสหรัฐกำลังใช้กล้องส่องกลางคืนยุคนี้อยู่

 

การพัฒนากล้องส่องกลางคืนยังคงดำเนินต่อไป มีการใช้เทคโนโลยีเพิ่มจนเกิดเป็นกล้องยุค 3+ อีกยุคหนึ่ง โดยผู้ผลิตกล้องต่างก็ยกให้เป็นกล้องยุคที่ 4 ไปแล้ว ถึงแม้ว่า NVESD ซึ่งเป็นหน่วยงานในกองทัพสหรัฐผู้มีบทบาทในการอนุมัติตั้งชื่อยุคของเทคโนโลยีกล้องส่องกลางคืน ยังไม่รับรองกล้องส่องกลางคืนยุคนี้ก็ตาม กล้องยุคนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ระบบควบคุมการจ่ายพลังงานของโฟโตแคโทดนั้นเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้เมื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจากกลางคืนไปเป็นแสงจ้าแล้วกล้องสามารถปรับตัวได้ทันที ไม่เสียหายเหมือนกล้องส่องกลางคืนทั่วไป มีการลดความหนาชั้นฟิล์มไอออนเพื่อให้ภาพมีรายละเอียดดีขึ้นและสามารถตรวจจับวัตถุที่อยู่ไกลมากขึ้นได้ด้วย

 

การพัฒนาเทคโนโลยีกล้องส่องกลางคืนเริ่มมาจากพัฒนาเพื่อการใช้งานในกองทัพ แต่ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันทั่วไปของประชาชน ทั้งในด้านของกล้องถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอในเวลากลางคืน ในด้านการจราจร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในกล้องวงจรปิดเพื่อการรักษาความปลอดภัย  

 

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม

 

ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี ดาวคะนอง ออมทรัพย์
ธ.กรุงเทพ สาขาบิ๊กซี ดาวคะนอง ออมทรัพย์
ธ.กสิกรไทย สาขาโลตัสพระราม2 ออมทรัพย์
  • ค่าธรรมเนียม - (ไม่มี)
  • การชำระผ่าน PayPal คุณไม่จำเป็นต้องแจ้งชำระเงิน เนื่องจากระบบจะจัดการให้คุณทันที ที่คุณชำระเงินเสร็จสมบูรณ์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

1,980.00 บาท
เลิกจำหน่าย

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)

หน้าที่เข้าชม1,128,493 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด580,913 ครั้ง
เปิดร้าน10 ก.ย. 2556
ร้านค้าอัพเดท22 ต.ค. 2560

0867540090 / Line ID : @aabbcc (Line id อย่าลืมใส่เครื่องหมาย@)
facebook
Go to Top