lnwshop logo

เทคโนโลยี วิวัฒนาการ กล้องมองกลางคืน (Night Vision Device)

เทคโนโลยี วิวัฒนาการ กล้องมองกลางคืน (Night Vision Device)
หมวดหมู่ กล้องมองกลางคืน กล้องส่องกลางคืนอินฟาเรด
ราคา 0.00 บาท
อัพเดทล่าสุด 18 ก.ค. 2560
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Share :

เทคโนโลยี วิวัฒนาการ กล้องมองกลางคืน (Night Vision Device)

 

แสงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการมองเห็นของมนุษย์ในการทำกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิต  ด้วยขีดจำกัดที่เรามีดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดแสงได้แค่เพียงในยามกลางวัน ทำให้มนุษย์มีการคิดค้นแหล่งกำเนิดแสงขึ้นมาทดแทนในรูปของเทียนและหลอดไฟต่างๆ เพื่อการมองเห็นในยามกลางคืน  แต่กิจกรรมบางอย่างที่มีความจำเพาะเพื่อจุดประสงค์พิเศษนั้น ก็ไม่สามารถใช้แสงสว่างระหว่างปฏิบัติการได้ ผู้ร้ายในยามค่ำคืนจะไหวตัวและหลบหนีตำรวจที่ใช้ไฟในการค้นหา หากกองทัพใช้ไฟเพื่อการลาดตระเวนของทหาร  นั่นจะทำให้ข้าศึกรู้ตัวและเราจะตกเป็นเป้าหมายจากข้าศึกที่ซุ่มอยู่อย่างแน่นอน ข้อจำกัดที่เราจำเป็นต้องมองเห็นในที่มืดนี้ ทำให้เกิดเป็นเทคโนโลยีในการพัฒนากล้องส่องกลางคืนเพื่อเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นในยามค่ำคืนหรือที่แสงน้อยได้ เรียกว่า night vision device

เป็นเวลานานมานแล้ว ที่อุปกรณ์เหล่านั้นถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการทหารและตำรวจ จนถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีการมองเห็นเวลากลางคืนถูกพัฒนาให้เกิดเป็นอุปกรณ์ที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้คนที่กว้างขวางขึ้น นอกเหนือจากการทหารและตำรวจแล้วยังมีการนำไปใช้ส่องสัตว์ การจราจร ใช้กับกล้องวงจรปิด จนทำให้บุคคลทั่วไปสามารถครอบครองและใช้งานได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย เพราะเทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนยุคนี้มากมายอย่างไม่รู้ตัว

           

เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิภาพของกล้องส่องกลางคืนมาเรื่อยๆ ทั้งในด้านของการเพิ่มความเข้มภาพ การส่องสว่างด้วยตัวกล้องเอง หรือการจับภาพจากรังสีความร้อน

 

1. การเพิ่มความเข้มภาพ หรือ Image intensification เกิดมาจากพื้นฐานของความเป็นจริงที่ว่า แสง เป็นสิ่งสำคัญของการมองเห็น ดังนั้นในช่วงกลางคืนที่มีแสงน้อยหรือปลอดแสงเลยนั้น เราจะต้องขยายความเข้มแสงที่มีอยู่ ณ ขณะนั้นให้มีความเข้มพอที่จะทำให้่เราสามารถมองเห็นได้ จึงเกิดเป็นเทคโนโลยีการเพิ่มความเข้มแสงขึ้นมา

             วิธีการดั้งเดิมที่ใช้เลนส์นูนมารวมแสงให้เกิดเป็นความเข้มที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นหลักการที่ไม่สามารถใช้กับอุปกรณ์ช่วยมองเห็นในเวลากลางคืนได้ สิ่งที่ตอบคำถามว่า แล้วเราจะเพิ่มความเข้มแสงอย่างไร ก็คือเทคโนโลยีในการเปลี่ยนรูปของแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าหรืออิเล็กตรอน เพราะจะทำให้สามารถปรับเพิ่มขนาดของสัญญาณเหล่านั้นและนำไปสู่การเพิ่มความเข้มแสงได้ ขั้นตอนการทำงานของกล้องประเภทเพิ่มความเข้มแสงคือ กล้องจะเปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณอิเล็กตรอนก่อน แล้วเพิ่มจำนวนอิเล็กตรอนเป็นการขยายสัญญาณ จากนั้นก็แปลงสัญญาณนั้นกลับมาเป็นแสง ซึ่งก็คือภาพที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

            เราคงสงสัยว่า แล้วการเปลี่ยนแสงเป็นสัญญาณอิเล็กตรอนนั้นทำอย่างไร ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่นี้ก็คืออุปกรณ์แปลงสัญญาณหรือว่า โฟโตแคโทด (Photocathode) โดยแรกเริ่มนั้น สารประกอบที่ใช้เคลือบยังมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแสงเป็นอิเล็กตรอนค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อมีการพัฒนาในเวลาต่อมา ทำให้สามารถใช้กล้องได้ในสภาวะที่มีแสงน้อยได้ดีขึ้น เพราะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในการเปลี่ยนแสงสีขาว กับรังสีในช่วงความยาวคลื่นที่ใกล้กับรังสีอินฟาเรด โดยใช้สารประกอบแกลเลียมอาร์เซไนด์ (Gallium arsenide, GaAs) เป็นสารประกอบเคลือบโฟโตแคโทด


            นอกจากโฟโตแคโทดแล้วยังมี ไมโครแชนแนลเพลท หรือเรียกสั้นๆว่า เอ็มซีพี ที่ทำหน้าที่เพิ่มปริมาณอิเล็กตรอน เอ็มซีพีมีลักษณะเป็นแผ่นแบนบางที่มีรูกว้าง 10-12 ไมโครเมตรจำนวนมาก ซึ่งรูเหล่านี้จะช่วยทำให้อิเล็กตรอนเพิ่มขึ้นได้เพราะถ้าหากอิเล็กตรอนอิสระตัวหนึ่งไปตกที่ผนังรูด้านใน แผ่นเอ็มซีพีก็จะปล่อยอิเล็กตรอนอิสระออกมาหลายตัว แล้วอิเล็กตรอนที่ถูกปล่อยออกมาหลายตัวก็จะไปกระทบผนังอีกด้าน เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำๆ ก็จะมีการปล่อยอิเล็กตรอนอิสระออกมาจำนวนมากจากแผ่นเอ็มซีพี


            2. การส่องสว่างเอง หรือ Active illumination มีหลักการทำงานคือ ตัวกล้องจะมีอุปกรณ์ยิงแสงอินฟาเรดออกไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนกลับมายังกล้อง ก่อนที่จะแปลงแสงที่สะท้อนกลับมานั้นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าและเพิ่มความเข้มของสัญญาณ เกิดเป็นภาพให้เราได้เห็นทางหน้าจอ เทคโนโลยีการส่องสว่างด้วยแสงอินฟาเรดนี้ ทำให้การทำงานของกล้องส่องกลางคืนง่ายยิ่งขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยแสงจากแหล่งกำเนิดแสงภายนอก เป็นการทำงานแบบ active ด้วยตัวของกล้องเอง แม้ว่าเทคโนโลยีการใช้อินฟาเรดส่องสว่างจะเป็นเทคโนโลยีแรกที่พัฒนามาเพื่อการทหารในสมัยปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 จนปัจจุบันถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพในเวลากลางคืน การขับขี่ในเวลากลางคืน หรือใช้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ แต่ก็ไม่สามารถใช้ในทางการทหารได้อีกต่อไป เพราะจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามพบเราได้ง่าย จากแสงอินฟาเรดที่เรายิงออกไปในที่มืด


            3. การจับภาพรังสีความร้อน หรือ Thermal imaging เป็นกล้องชนิดที่สามารถใช้งานในสภาวะปกติที่มีแสงสว่างได้ เกิดมาจากพื้นฐานของหลักการที่ว่า วัตถุอุณภูมิสูงจะปล่อยรังสีอินฟาเรดออกมามากกว่าวัตุที่มีอุณหภูมิต่ำ เทคโนโลยีนี้จึงใช้รังสีที่วัตถุปล่อยออกมา เป็นตัวทำให้เกิดภาพจากการที่กล้องจับรังสีเหล่านั้น แล้วแปลผล จากอดีตที่เคยแปลผลเป็นภาพขาวดำ


       ปัจจุบันก็สามารถแปลออกมาเป็นภาพสีได้ โดยวัตถุที่มีอุณหภูมิต่างกันก็จะถูกแปลออกมาเป็นสีที่ต่างกัน เทคโนโลยีจับภาพนี้มี
2 แบบ แบบแรกคือ กล้องจับรังสีความร้อนหล่อเย็น (Cooled-detector infrared cameras) ที่มีอุปกรณ์จับภาพหรือว่า detector บรรจุอยู่ในระบบปิดและเย็นกว่า -163 องศาเซลเซียส เป็นการช่วยเพิ่มความไวในการจับรังสีความร้อนภายนอก และป้องกันไม่ให้กล้องจับรังสีความร้อนจากการทำงานของส่วนอื่นในตัวกล้องเอง มีข้อดีคือมีประสิทธิภาพดี ถ่ายภาพรังสีความร้อนได้ไว สามารถจับรังสีความร้อนจากคนและยานพาหนะได้จากระยะไกล แต่เป็นกล้องที่ราคาสูง มีขนาดใหญ่ และอาจต้องใช้เวลาในการรอให้อุณภูมิภายในลดถึงระดับที่ระบบจะทำงาน ส่วนเทคโนโลยีจับภาพด้วยรังสีความร้อนอีกแบบหนึี่งก็คือ กล้องจับรังสีความร้อนไม่หล่อเย็น (Uncooled-detector infrared cameras) สามารถทำงานในอุณภูมิปกติ รับรังสีความร้อนจากวัตถุที่แผ่ออกมาแล้วเปลี่ยนสมบัติทางไฟฟ้าในอุปกรณ์ เมื่อเทียบการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้ากับค่ามาตรฐานแล้ว ก็จะได้ภาพรังสีความร้อนออกมา กล้องแบบไม่หล่อเย็นนี้ให้ภาพที่คมชัด มีความเสถียรกว่าแบบหล่อเย็น และราคาถูก แต่ก็ด้อยกว่ากล้องแบบหล่อเย็นตรงที่ความว่องไวต่อรังสีความร้อนต่ำกว่า และไม่สามารถถ่ายภาพรังสีความร้อนด้วยความเร็วสูงได้    

 

            ความเป็นมาของกล้องส่องกลางคืนสามารถลำดับได้เป็นการพัฒนาตามยุคต่างๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ยุค 0 เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว ค.ศ. 1939 กล้องส่องกลางคืนถูกใช้เป็นอุปกรณืเสริมของพลแม่นปืนกองทัพอเมริกา  และในขณะเดียวกันกองทัพเยอรมันได้ริเริ่มในการใช้กล้องส่องกลางคืนร่วมกับรถถังเช่นกัน กล้องยุคนี้เป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลังมาก มีการทำงานแบบแอคทีฟ คือปล่อยรังสีอินฟาเรดออกไปแล้วตรวจจับรังสีที่สะท้อนกลับมา ข้อดีคือจะได้ภาพที่มีรายละเอียด แต่ก็เสียเปรียบตรงที่การยิงลำแสงออกไปนั้นจะทำให้ถูกตรวจจับจากฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย อีกทั้งกล้องประเภทนี้ก็มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากจากแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ฉายรังสีอินฟาเรด

 

ต่อมาสหรัฐอเมริกาก็ได้มีการปรับปรุงเทคโนโลยีเกิดเป็นกล้องยุค 1 ในช่วงสงครามเวียดนาม กล้องยุคนี้ทำงานด้วยระบบพาสซีฟ คือไม่ใช้การยิงรังสีอินฟาเรดแต่ใช้การรับแสงจากภายนอกเพียงอย่างเดียว ซึ่งแน่นอนว่าจุดเด่นคือทำให้ตรวจจับยากกว่ากล้องยุคแรก แต่ก็ยังคงมีขนาดใหญ่ การทำงานของกล้องชนิดนี้คือจะมีวัสดุที่ไวแสง เป็นโฟโตแคโทดขั้น 1 สำหรับรับแสงจากภายนอกและให้อิเล็กตรอนอิสระออกมา อิเล็กตรอนนั้นจะไปกระทบสารเรืองแสงให้จอภาพขั้นที่ 1 เรืองแสงขึ้น แล้วโฟโตแคโทดขั้นที่ 2 จะได้รับแสงจากจอภาพขึ้นที่ 1 เกิดเป็นอิเล็กตรอนอิสระหลุดออกมามากขึ้น ซึ่งจะทำให้ความเข้มแสงเพิ่มขึ้นได้ถึง 10,000 เท่าจากกระบวนการที่เกิดขึ้นซ้ำ 3 ขั้น อย่างไรก็ตาม การที่อาศัยแสงจากภายนอกก็ยังคงทำให้ภาพที่ออกมาจากกล้องยุคนี้มีรายละเอียดต่ำ และยังไม่สามารถมองเห็นในเวลากลางคืนที่ไร้แสงได้

 

กล้องยุค 2 ยังคงใช้การทำงานด้วยระบบพาสซีฟเช่นเดียวกับกล้องยุค 1 แต่ใช้แผ่นไมโครแชนแนลซึ่งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มจำนวนอิเล็กตรอนดีกว่าโฟโตแคโทด ทำให้เพิ่มความเข้มแสงได้มากกว่าถึง 20,000 เท่า จึงได้ภาพที่มีรายละเอียดดีกว่า กล้องยุคนี้จึงใช้งานได้ในที่ที่มีแสงน้อย และมีน้ำหนักเบา เพราะการใช้แผ่นไมโครแชนแนลทำให้ขนาดกล้องเล็กลง

 

หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาอุปกรณ์เพิ่มความเข้มแสง ให้สามารถเพิ่มความสว่างภาพได้ถึง 30,000-50,000 เท่าในกล้องยุคที่ 3 ด้วยการนำแกลเลียมอาร์เซไนด์ (Gallium arsenide) มาเป็นสารประกอบของตัวรับแสง คุณสมบัติที่ไวต่อแสงของสารนี้มำให้ได้ภาพจากกล้องที่ละเอียดขึ้น ปัจจุบันกองทัพสหรัฐกำลังใช้กล้องส่องกลางคืนยุคนี้อยู่

 

การพัฒนากล้องส่องกลางคืนยังคงดำเนินต่อไป มีการใช้เทคโนโลยีเพิ่มจนเกิดเป็นกล้องยุค 3+ อีกยุคหนึ่ง โดยผู้ผลิตกล้องต่างก็ยกให้เป็นกล้องยุคที่ 4 ไปแล้ว ถึงแม้ว่า NVESD ซึ่งเป็นหน่วยงานในกองทัพสหรัฐผู้มีบทบาทในการอนุมัติตั้งชื่อยุคของเทคโนโลยีกล้องส่องกลางคืน ยังไม่รับรองกล้องส่องกลางคืนยุคนี้ก็ตาม กล้องยุคนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ระบบควบคุมการจ่ายพลังงานของโฟโตแคโทดนั้นเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้เมื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจากกลางคืนไปเป็นแสงจ้าแล้วกล้องสามารถปรับตัวได้ทันที ไม่เสียหายเหมือนกล้องส่องกลางคืนทั่วไป มีการลดความหนาชั้นฟิล์มไอออนเพื่อให้ภาพมีรายละเอียดดีขึ้นและสามารถตรวจจับวัตถุที่อยู่ไกลมากขึ้นได้ด้วย

 

การพัฒนาเทคโนโลยีกล้องส่องกลางคืนเริ่มมาจากพัฒนาเพื่อการใช้งานในกองทัพ แต่ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันทั่วไปของประชาชน ทั้งในด้านของกล้องถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอในเวลากลางคืน ในด้านการจราจร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในกล้องวงจรปิดเพื่อการรักษาความปลอดภัย  

 

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม

 

ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี ดาวคะนอง ออมทรัพย์
ธ.กรุงเทพ สาขาบิ๊กซี ดาวคะนอง ออมทรัพย์
ธ.กสิกรไทย สาขาโลตัสพระราม2 ออมทรัพย์
  • ค่าธรรมเนียม - (ไม่มี)
  • การชำระผ่าน PayPal คุณไม่จำเป็นต้องแจ้งชำระเงิน เนื่องจากระบบจะจัดการให้คุณทันที ที่คุณชำระเงินเสร็จสมบูรณ์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

1,980.00 บาท
เลิกจำหน่าย
980.00 บาท
  • สั่งซื้อ
190.00 บาท
  • สั่งซื้อ

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)

หน้าที่เข้าชม1,048,641 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด536,747 ครั้ง
เปิดร้าน10 ก.ย. 2556
ร้านค้าอัพเดท16 ส.ค. 2560

0867540090 / Line ID : @aabbcc (Line id อย่าลืมใส่เครื่องหมาย@)
facebook
Go to Top